เรียนผู้มีอุปการคุณ พระดีดอดคอมต้องขอขอบพระคุณทุกท่านที่ให้ความสนใจเข้าเยี่ยมชมเว็บไซต์องเรา ทางเราต้องขอเรียนเจตนารมณ์ของของเจ้าของวัตถุมงคลที่นำลงในเว็บไซต์ว่า เจ้าของได้เก็บสะสมวัตถุมงคลเหล่านี้ว่าด้วยความเลื่อมใสศรัทธาในครูบา อาจารย์ทุกๆท่านไว้นานหลายปี จนกระทั่งถึงที่สุดอิ่มตัว จึงอยากจะแบ่งปันให้แก่ผู้ที่มีความเลื่อมใสศรัทธาในวัตถุมงคลของครูบา อาจารย์เหล่านี้ไว้บูชา ซึ่งเจ้าของขอรับรองว่าวัตถุมงคลทุกองค์เป็นของแท้ 100% มีที่ไปที่มาสามารถตรวจสอบได้ และขอความกรุณาว่าราคาที่แจ้งไว้เป็นราคาที่เหมาะสมแล้วจึงขอสงวนการต่อรอง เพราะเราต้องการให้เป็นสิ่งที่มีคุณค่าต่อจิตใจไม่สามารถซื้อขายได้ตามท้อง ตลาด เจ้าของวัตถุมงคลมีความประสงค์จะนำเงินที่ได้จากการเช่าบูชาวัตถุมงคลเหล่า นี้ไปสร้างถาวรวัตถุไว้ในบวรพระพุทธศาสนา ท่านที่มีความประสงค์จะเช่าบูชาวัตถุมงคลก็เท่ากับการเป็นส่วนหนึ่งของการ สร้างกุศลสืบต่อพระพุทธศาสนา จึงหวังเป็นอย่างยิ่งว่าท่านผู้มีอุปการคุณจะเข้าใจในเจตนารมณ์นี้ และเมื่อถึงเวลาอันสมควรทางเว็บนี้จะปิดตัวลง เพราะเราไม่ได้ทำเป็นเชิงธุรกิจ หากท่านใดมีข้อสงสัยใดอยากจะสอบถาม กรุณาติดต่อได้โดยตรงที่เรา ด้วยความรักและศรัทธา พุทธินันท์ สุผาวัน โทร 083-286-5461

ศูนย์พระเครื่องสยามมงคล วัตถุมงคล เครื่องรางของขลัง

  ˹á  :  Դ  :  觫ЪԹ  :  й
Ǵ: ѵ ٺҨ

หลวงปู่จันทร์ เขมิโย วัดศรีเทพประดิษฐาราม นครพนม
30-09-2011 Views: 1898
หลวงปู่จันทร์ เขมิโย วัดศรีเทพประดิษฐาราม อ.เมือง จ. นครพนม ผู้ใดอยากดี อย่าพากันพูดเล่น ให้พากันขยันหมั่นเพียร อย่าเป็นคนเกียจคร้าน ผู้ใดอวดเก่ง ผู้นั้นเป็นคนขี้ขลาด ผู้ใดอวดฉลาด ผู้นั้นเป็นคนโง่ ผู้ใดคุยโว ผู้นั้นเป็นคนไม่เอาถ่าน อยากเป็นคนดี ต้องทำดีถูก ชาติกำเนิดและชีวิตปฐมวัย ท่านเจ้าคุณพระเทพสิทธาจารย์มีนามเดิมว่า จันทร์ สุวรรณมาโจ เกิดเมื่อวันจันทร์ที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2424 ตรงกับวันขึ้น 15 ค่ำเดือน 1 (เดือนอ้าย) ปีมะเส็ง เป็นบุตรคนที่ 3 (ในจำนวน 6 คน) ของนายวงศ์เสานาและนางไข สุวรรณมาโจ มีอาชีพทำนาทำไร่ ชาติภูมิอยู่บ้านท่าอุเทน หมู่ 3 ตำบลท่าอุเทน อำเภอท่าอุเทน จังหวัดนครพนม ในวัยเยาว์ เด็กชายจันทร์ สุวรรณมาโจ มีสุขภาพไม่ค่อยจะแข็งแรง เพราะป่วยเป็นโรคหืด ครั้นเจริญวัยใหญ่โตขึ้นมาโรคนี้ก็หายขาดไป จนกระทั่งท่านมีอายุได้ 60 ปี โรคนี้ก็กลับกำเริบขึ้นมาอีก พ.ศ.2431 เด็กชายจันทร์ ได้เรียนหนังสืออักษรไทยน้อย หัดเขียนหัดอ่านจากหนังสือผูกโบราณ วรรณคดีพื้นบ้านซึ่งประชาชนในสมัยนั้นนิยมอ่านกันมาก ชีวิตสมณะเพศ การแสวงหาธรรม และปฏิปทา พ.ศ.2434 ขณะที่เด็กชายจันทร์ อายุได้ 10 ขวบ นายวงศ์เสนา สุวรรรณมาโจ ผู้เป็นบิดาได้ล้มป่วยและถึงแก่กรรม ในการทำฌาปนกิจศพของบิดา เด็กชายจันทร์ ได้บรรพชาเป็นสามเณร (บวชหน้าไฟ) เพื่ออุทิศส่วนกุศลให้แก่บิดา โดยมีพระขันธ์ ขนฺติโก วัดโพนแก้ว ตำบลท่าอุเทน อำเภอท่าอุเทน จังหวัดนครพนม เป็นพระอุปัฌาย์ หลังจากเสร็จงานศพของบิดาแล้ว สามเณรจันทร์ ก็มิได้ลาสิกขา มุ่งหน้าบวชต่อไปเพื่อจะได้ศึกษาเล่าเรียนตามประเพณี การศึกษาเล่าเรียนในสมัยนั้น หนังสือที่ใช้เป็นอุปกรณ์ล้วนเป็นคัมภีร์โบราณเขียนจารเป็นอักษรขอมอักษรธรรม ยากแก่การศึกษาเล่าเรียน ต้องอาศัยความเพียรพยายามอย่างมากจึงจะประสบความสำเร็จ สามเณรจันทร์ได้ศึกษาอักษรสมัยกับพระอาจารย์เคน อุตฺตโม เมื่อแตกฉานเชี่ยวชาญดีแล้วจึงเรียนบาลีเดิมที่เรียกว่ามูลกัจจายน์และคัมภีร์ สัททาสังคหปาฏิโมกข์ ปรากฏว่าสามเณรจันทร์อ่านเขียนและท่องจำได้คล่องแคล่ว จนมีผู้มาขอร้องไห้ท่านช่วยจารหนังสืออักษรขอม อักษรธรรมอยู่เสมอ นอกจากสนใจด้านปริยัติแล้วสามเณรจันทร์ สุวรรณมาโจ ก็ยังสนใจในการปฏบัติกรรมฐานอีกด้วย จึงได้ไปศึกษากรรมฐานในสำนักของพระอาจารย์ศรีทัศน์ ที่วัดโพนแก้ว เป็นเวลาหลายปีพระอาจารย์ศรีทัศน์นับว่าเป็นพระสงฆ์ที่ประพฤติดีประพฤติชอบองค์หนึ่งเคยเดินธุดงค์ไปบำเพ็ญกรรมฐาน แสวงหาวิเวกในสถานที่ต่าง ๆ จนถึงเขตประเทศพม่าและได้รับพระบรมสารีริกธาตุจากพม่า ครั้นเดินทางกลับถึงอำเภอท่าอุเทนแล้วได้ชักชวนประชาชนก่อสร้างพระธาตุท่าอุเทนขึ้นเพื่อบรรจุพระบรมสารีริกธาตุที่ได้มาจากประเทศพม่าใช้เวลา สร้าง 7 ปี จึงแล้วเสร็จ และตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา พระธาตุท่าอุเทนจึงเป็นปูชนียสถานแห่งหนึ่งของจังหวัดนครพนม ตั้งตระหง่านอยู่ใกล้ฝั่งแม่น้ำโขงจนถึงทุกวันนี้ สามเณรจันทร์ สุวรรณมาโจ ศึกษาเล่าเรียนอักษรสมัยและปฏิบัติกรรมฐานอยู่มาจนถึงอายุ 19 ปี ในขณะเดียวกันท่านก็รู้สึกเป็นห่วงโยมมารดาและครอบครัว อยากจะช่วยเหลือครอบครัวให้รอดพ้นจากความอดอยากยากจน คราวใดได้ลาภสักการะมา ก็มักจะส่งไปให้โยมมารดาในกาลต่อมา เพื่อนสามเณรรุ่นเดียวกันมาชักชวนให้ลาสิกขาไปทำการค้า สามเณรจันทร์ เห็นว่าเป็นหนทางที่จะร่ำรวยช่วยเหลือทางบ้านได้จึงตัดสินใจไปขอลาสิกขากับพระอุปัชฌาย์ ซึ่งท่านก็อนุญาติให้สึกได้ตามประสงค์ หลังจากสึกแล้ว นายจันทร์ก็เข้าหุ้นกับเพื่อนร่วมกันทำมาค้าขาย ตอนแรกรู้สึกว่าร่ำรวยทำมาค้าขึ้น ในระหว่างนั้นก็มีเจ้านายที่เคารพนับถือมาขอร้องให้ไปช่วยจารหนังสือขอมหนังสือธรรมให้อยู่เสมอ ทำให้ไม่ค่อยได้มีเวลาดูแลการค้าขายอย่างเต็มที่ ส่วนเวลากลางคืนยังมีเจ้านายมากะเกณฑ์ให้ไปอยู่เวรยามมิได้ขาด ชั่วเวลาเพียงไม่กี่เดือน การค้าขายที่คาดกันไว้ว่าจะรวยกลับมีแต่ทรุด เป็นเหตุให้นายจันทร์ เกิดความเบื่อหน่าย ต้องล้มเลิกกิจการไป ท่านรู้สึกไม่สบายใจในชีวิตฆราวาส ซึ่งมีแต่ความสับสนวุ่นวายแก่งแย่งเอารัดเอาเปรียบกัน หาความเที่ยงธรรมและความสงบสุขได้ยาก นอกจากนี้ตลอดระยะเวลา 5 เดือน ที่อยู่เป็นฆราวาส หนุ่มจันทร์ยังมีสตรีเพศเข้ามาติดพันยั่วยวนด้วยวิธีการต่าง ๆ นานา ยิ่งทำให้หนุ่มจันทร์รู้สึกอึดอัดใจ ในที่สุดหนุ่มจันทร์ก็ตัดสินใจแน่วแน่ว่าจะกลับมาบวชอีก ประกอบกับตอนนั้นอายุครบ 20 ปีบริบูรณ์ จึงมุ่งหน้าเข้าสู่ร่มเงาผ้ากาสาวพัสตร์ขอบรรพชาอุปสมบทเป็นพระภิกษุในปี พ.ศ.2445 โดยมีพระภิกษุเหลา ปญฺญาวโร เป็นพระอุปัชฌาย์ พระอาจารย์เคน อุตฺตโม เป็นพระกรรมวาจาจารย์ พระอาจารย์หนู วิริโย เป็นพระอนุสาวนาจารย์ – ได้รับฉายาว่า “เขมิโย” อุปสมบท ณ วัดโพนแก้ว และประจำอยู่ที่วัดนี้หลังจากที่อุปสมบทแล้วพระภิกษาจันทร์ เขมิโย ก็ถูกพวกสตรีเพศที่เคยมาติดพันท่านสมัยเป็นฆราวาส มารบกวนไปมาหาสู่อยู่เนือง ๆ ท่านเห็นว่า ถ้าขืนอยู่ที่วัดโพนแก้วต่อไปสตรีเพศคงจะมารบกวนยั่วยวนเช่นนี้เรื่อยไป จะทำให้เกิดความเศร้าหมองแก่เพศพรหมจรรย์เข้าสักวันจึงตัดสินใจกราบลาพระอุปัชฌาย์ย้ายไปอยู่วัดพระอินทร์แปลง และในขณะเดียวกันพระอาจารย์เคน อุตฺตโม ผู้ที่เคยอบรมสั่งสอนท่าน ต้องย้ายไปอยู่วัดพระอินทร์แปลง เพื่อเป็นเจ้าอาวาส ดังนั้นพระภิกษุจันทร์ เขมิโย จึงย้ายติดตามพระอาจารย์เคนไปด้วย ในปี พ.ศ.2445 นั่นเอง พระอาจารย์เสาร์ กนฺตสีโล วัดเลียบ อำเภอเมือง จังหวัดอุบลราชธานี พระอาจารย์ใหญ่ฝ่ายกรรมฐานพร้อมด้วยพระปัญญาพิศาลเถระ (หนู ฐิตปญฺโญ) วัดปทุมวนาราม กรุงเทพฯ ซึ่งตอนนั้นยังเป็นพระครูอยู่วัดได้ อำเภอเมือง จังหวัดอุบลราชธานี ได้เดินทางผ่านมาถึงจังหวัดนครพนมมาปักกลดปฏิบัติธรรมอยู่ใต้ต้นโพธิ์ ตอนได้เมืองนครพนมประชาชนจำนวนมากพากันไปกราบไหว้ฟังธรรมและขอรับแนวทางการปฏิบัติธรรมบำเพ็ญสมาธิมิได้ขาด พระยาสุนทรเทพกิจจารักษ์ ข้าหลวงเมืองนครพนมทราบข่าว จึงไปกราบนมัสการ และสนทนาธรรมกับพระอาจารย์ทั้งสอง การพบปะสนทนากันในครั้งนั้น ท่านพระยาสุนทรเทพกิจจารักษ์ ได้ชี้แจงความเป็นมาของตน ว่าเคยเป็นศิษย์ของสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส วัดบวรนิเวศวิหาร กรุงเทพฯ พร้อมทั้งได้เล่าถึง พฤติกรรมของพระภิกษุสามเณร ในจังหวัดนครพนมให้ท่านทราบ และขอให้ช่วยหาทางแก้ไขด้วย พระอาจารย์เสาร์ กนฺตสีโล จึงแนะนำให้เสาะหาคัดเลือกพระภิกษุสามเณรผู้เฉลียวฉลาด มีความประพฤติดี และสมัครใจที่จะทำทัฬหิกรรมญัตติ เป็นภิกษุสามเณรในคณะธรรมยุตติกนิกาย เพื่อไปอยู่ศึกษาข้อวัตรปฏิบัติในสำนักของพระอาจารย์ทั้งสอง ให้มีความหนักแน่นมั่นคงในพระธรรมวินัยแล้วจึงส่งกลับมาอยู่นครพนมตามเดิม จะได้ช่วยกันแก้ไขความประพฤติปฏิบัติของพระภิกษุสามเณรในจังหวัดนครพนมให้ดีขึ้น ท่านพระยาสุนทรฯ ข้าหลวงเมืองนครพนมได้เสาะแสวงหาพระภิกษุสามเณรที่มีปฏิปทาน่าเลื่อมใส ทาบทามพระภิกษุได้ 5 รูป และสามเณรอีก 1 รูป ในจำนวน 5 รูปนั้นมีพระภิกษุจันทร์ เขมิโยรวมอยู่ด้วย พระยาสุนทรฯ ได้นำพระภิกษุสามเณร ทั้ง 5 รูปมาถวายตัวเป็นศิษย์พระอาจารเสาร์และพระปัญญาพิศาลเถระ สำหรับพระภิกษุจันทร์ เขมิโย นั้นมีความรู้พื้นฐานทางสมถกรรมฐานอยู่ก่อนแล้ว เมื่อเข้ามาเป็นศิษย์ของพระอาจารย์เสาร์ จึงรู้สึกถูกอัธยาศัยเป็นอย่างยิ่ง ข้อวัตรปฏิบัติใดที่ยังไม่รู้เข้าใจ ก็ตั้งใจศึกษาและเรียนถามจากครูบาอาจารย์ พร้อมทั้งใส่ใจฝึกปฏิบัติสมาธิอย่างจริงจัง มีความเจริญก้าวหน้าในการปฏิบัติกรรมฐานอย่างรวดเร็ว ในปลายปี พ.ศ.2445 พระอาจารย์เสาร์และพระปัญญาพิศาลเถระ ก็ได้อำลาประชาชนเดินทางกลับสู่จังหวัดอุบลราชธานี พร้อมด้วยพระภิกษุ 5 รูป คือ พระภิกษุจันทร์ เขมิโย (คือท่านเจ้าคุณพระเทพสิทธาจารย์) พระภิกษุสา พระภิกษุหอม พระภิกษาสังข์และสามเณรอีก 3 รูป ในจำนวน 3 รูปนี้ มีสามเณรจูม จันทรวงศ์ (ต่อมาได้เป็นพระธรรมเจดีย์) รวมอยู่ด้วยคณะของพระอาจารย์เสาร์ ได้จาริกธุดงค์ไปตามที่ต่าง ๆ หยุดพักรอนแรมกลางป่าดงพงไพร ได้พบสัตว์ป่านานาชนิด มีเสือ มีช้าง อง ลงมั่ง ควายป่า เป็นต้น เมื่อเจอสัตว์ป่า พระอาจารย์เสาร์ ก็สั่งให้คณะนั่งลงกับพื้นดิน แล้วแผ่เมตตาให้สัตว์เหล่านั้น พระภิกษุสามเณรทุกรูปก็แคล้วคลาดปลอดภัย ท่านเจ้าคุณพระเทพสิทธาจารย์เล่าไว้ว่า ในการบำเพ็ญกรรมฐานในป่านั้นประการสำคัญ ต้องทำตนให้เป็นผู้มีศีลบริสุทธิ์ ถ้าศีลไม่บริสุทธิ์ มักจะมีความวิตกกังวล ซึ่งจะทำให้เกิดความไม่เชื่อมั่นในตัวเอง ต่อจากนั้นก็มีอันเป็นไป หากมีศีลบริสุทธิ์ จิตก็สงบเป็นสมาธิได้ง่าย และอีกประการหนึ่งจะต้องยึดมั่นในพระรัตนตรัย ระลึกถึงพระพุทธคุณ พระธรรมคุณ และพระสังฆคุณอยู่เสมอ ในการเดินทางครั้งนั้น คณะของพระอาจารย์เสาร์ได้เดินทางมาทางพระธาตุพนม ไปมุกดาหาร อำนาจเจริญแล้วเข้าสู่ตัวเมืองอุบลราชธานี ไปพำนักอยู่วัดเลียบ ในขณะเดียวกันพระภิกษุจันทร์ เขมิโย ก็เป็นพระพี่เลี้ยงอบรมอักขระ ฐานกรณ์ และคำขอญัตติ เพื่อทำทัฬหิกรรม เป็นพระธรรมยุติต่อไป เมื่อท่องบทสวดต่าง ๆ ได้คล่องแคล้วแล้วพระอาจารย์เสาร์ก็นำคณะพระภิกษุจันทร์ไปประกอบพิธีทัฬหิกรรมญัตติเป็นพระภิกษุสามเณรในคณะธรรมยุตโดยสมบูรณ์ ณ พระอุโบสถ วัดศรีทอง (วัดศรีอุบลรัตนาราม) อำเภอเมือง จังหวัดอุบลราชธานี โดยมีพระสังฆรักขิโต (พูน) วัดศรีทองเป็นพระอุปัชฌาย์ พระครูหนู ฐิตปญฺโญ (คือ พระปัญญาพิศาลเถระ) วัดได้ เป็นพระกรรมวาจาจารย์ พระครูประจักษ์อุบลคุณ (พระอาจารย์สุ้ย) เป็นพระอนุสาวนาจารย์ ได้รับฉายาเดิมคือ “เขมิโย” หลังจากที่อุปสมบทแล้ว พระภิกษุจันทร์ ก็พักอาศัยอยู่วัดเลียบ ศึกษาข้อวัตรปฏิบัติกับพระอาจารย์เสาร์ กนฺตสีโล ทางด้านการศึกษาปริยัติธรรม พระภิกษุจันทร์ก็มิได้ทอดทิ้ง ท่านสนใจในการเรียนรู้ อย่างมิรู้เบื่อหน่าย พยายามศึกษาพระปริยัติธรรมแผนใหม่ได้แก่ วิชาธรรมะ วิชาวินัย วิชาพุทธประวัติ และวิชาอธิบายกระทู้ธรรม ซึ่งพระอุบาลีคุณูปมาจารย์ (จันทร์ สิริจนฺโท) ได้นำมาเผยแพร่ที่อุบลฯ ส่วนแนวทางการปฏิบัติกรรมฐานนั้น พระภิกษุจันทร์ได้ฝึกอบรมในสำนักของพระอาจารย์เสาร์ กนฺตสีโล พระอาจารย์มั่น ภูริทตฺโต และพระปัญญาพิศาลเถระ จนมีความรู้ความก้าวหน้าทั้งด้านปริยัติและด้านปฏิบัติอย่างแท้จริง มีจิตใจคงมั่น ไม่หวั่นไหวต่อสิ่งเย้ายวน ทางด้านพระยาสุนทรเทพกิจจารักษ์ ข้าหลวงประจำเมืองนครพนมได้มีหนังสือไปนมัสการพระอาจารย์เสาร์ กนฺตสีโสลี อีกฉบับหนึ่งส่งไปกราบทูลพระเจ้าวรวงศ์เธอกรมหลวงสรรพสิทธิประสงค์ข้าหลวงต่อพระองค์ ประจำมณฑลอุบลราชธานี เพื่อขอนิมนต์ตัวพระภิกษุจันทร์ เขมิโย กลับไปตั้งสำนักคณะธรรมยุตติกนิกายขึ้นที่เมืองนครพนม พระอาจารย์เสาร์ จึงนำพระภิกษุจันทร์เข้าพบกรมหลวงสรรพสิทธิฯ พระองค์ท่านทอดพระเนตรเห็นพระภิกษุจันทร์ยังหนุ่มน้อย เช่นนั้นจึงรับสั่งด้วยความห่วงใยว่า “พระอย่างคุณน่ะหรือจะนำคณะธรรมยุติไปตั้งที่จังหวัดนครพนม รูปร่างเล็ก ยังหนุ่มแน่น ประสบการณ์ยังอ่อนหาพอที่จะรักษาตัวและหมู่คณะได้ไม่น่าจะไปตายเพราะผู้หญิงฉันเกรงว่าจะนำวงศ์ธรรมยุตไปทำเสื่อมเสียซะมากกว่า…” พระอาจารย์เสาร์ได้ฟังดังนั้น จึงถวายพระพรเล่าถึงปฏิปทาจรยามารยาทและความเป็นผู้หนักแน่นในพระธรรมวินัยของพระภิกษุจันทร์ผู้เป็นศิษย์ ให้ทราบทุกประการหลังจากได้ฟังคำหนักแน่นในพระธรรมวินัยของพระอาจารย์เสาร์แล้ว กรมหลวงสรรพสิทธิฯ ก็ทรงอนุญาตให้พระภิกษุจันทร์กับคณะเดินทางไปนครพนมพร้อมกับทรงออกหนังสือรับรองเป็นการอำนวยความสะดวกในการเดินทางให้หนึ่งฉบับมีใจความว่า “ให้นายอำเภอ กำนัน ผู้ใหญ่บ้านในเส้นทางที่เดินผ่านให้จัดคนตามส่งตลอดทางพร้อมทั้งให้จัดที่พักอาศัยและภัตตาหารถวายด้วย” พระภิกษุจันทร์ เขมิโย พร้อมด้วยคณะได้ออกเดินทางมุ่งหน้าสู่นครพนม ผ่านป่าดงเข้าหมู่บ้านต่าง ๆ ที่อยู่ในเส้นทาง ประชาชนทราบข่าวก็พากันไปกราบไหว้ แสดงความชื่นชมโสมมัส ท่านได้แสดงธรรมโปรดประชาชนมาเป็นระยะ ๆ การเดินทางในสมัยนั้นเป็นไปด้วยความยากลำบาก เพราะไม่มีถนน รถยนต์ก็ไม่มี คงมีแต่ทางเดินเท้ากับทางเกวียน ซึ่งพวกพ่อค้าใช้เป็นเส้นทางติดต่อค้าขาย คณะของพระภิกษุจันทร์เดินทางรอนแรมมาเป็นเวลา 21 วันจึงลุถึงเขตเมืองนครพนมไปหยุดยับยั้งอยู่บ้านหนองขุนจันทร์ทางทิศได้เมืองนครพนม พระยาสุนทรเทพกิจจารักษ์เจ้าเมืองนครพนมทราบข่าวก็จัดขบวนออกไปต้อนรับ นิมนต์พระสงฆ์สามเณรขึ้นนั่งบนเสลี่ยงหามแห่เข้าเมืองนำไปพักอาศัยอยู่ ณ วัดศรีขุนเมือง (วัดศรีเพทประดิษฐาราม) นับจำเดิมตั้งแต่นั้น (พ.ศ.2449) เป็นต้นมา คณะสงฆ์ฝ่ายธรรมยุตติกนิกายได้ปักหลักตั้งมั่นในจังหวัดนครพนม พระภิกษุจันทร์ เขมิโย ได้ใช้ความรู้ความสามารถพัฒนาวัดศรีขุนเมืองให้เจริญรุ่งเรืองเรื่อยมา แต่ก่อนวัดศรีขุนเมือง เป็นวัตรกร้างว่างเปล่าไม่มีพระสงฆ์อยู่อาศัย สภาพดดยทั่วไปจึงรกร้าง เสนาสนะและพระอุโบสถทรุดโทรม พระภิกษุจันทร์ได้ขอความอุปถัมภ์บำรุงจากทางราชการซึ่งมีพระยาสุนทรเทพกิจจารักษ์เป็นประธานและขอความอุปถัมภ์จากชาวบ้านซึ่งมีขุนทิพย์สมบัติเป็นหัวหน้า ปรากฏว่าได้รับการสนับสนุนจากทุกฝ่ายด้วยดี หลังจากที่กลับมาอยู่นครพนม พระภิกษุจันทร์มีงานที่ต้องรับผิดชอบหลายอย่าง ทั้งงานปกครองงานการศึกษา และงานเผยแผ่อบรมสั่งสอนประชาชน ในโอกาสต่อมาทางราชการประสงค์จะแต่งตั้งท่านให้เป็นเจ้าคณะเมือง (คือเจ้าคณะจังหวัด) ฝ่ายธรรมยุต ท่านได้พิจารณาเห็นว่าตัวเองยังมีอายุพรรษาน้อยเพียง 7 พรรษาเท่านั้นขาดประสบการณ์และความรู้ก็น้อย ท่านจึงปฏิเสธไม่ขอรับตำแหน่งดังกล่าว แต่ขอเวลาไปศึกษาหาความรู้เพิ่มเติมที่กรุงเทพฯ เมื่อทราบความประสงค์ ดังนั้นพระยาสุนทรเทพกิจจารักษ์ก็ได้ทำหนังสือส่วนตัวฉบับหนึ่ง กราบเรียนท่านเจ้าคุณพระสาสนโสภณ เจ้าอาวาสวัดเทพศิรินทราวาสเพื่อขอฝากฝั่งพระภิกษุจันทร์ เขมิโย กับคณะให้ได้พักอาศัยเพื่อการศึกษาเล่าเรียนพระปริยัติธรรม ในปี พ.ศ. 2451 พระภิกษุสามเณรจำนวน 5 รูป ซึ่งมีพระจันทร์ เขมิโยเป็นหัวหน้าก็ได้เดินทางเข้ากรุงเทพฯ โดยเดินเท้าจากนครพนมไปขึ้นรถไปที่โคราช สิ้นเวลา 24 วัน จากนั้นนั่งรถไฟจากโคราชเข้ากรุงเทพฯ ไปพักอยู่วัดเทพศิรินทราวาส ตั้งใจศึกษาเล่าเรียนพระปริยัติธรรมสอบไล่ได้นักธรรมชั้นตรี ได้รับพัดตราธรรมจักรได้เป็นประกาศนียบัตร ส่วนบาลีสอบไล่ได้ประโยค ป.ธ.2 กำลังหัดแปลพระธรรมบทเพื่อสอบประโยค ป.ธ.3 ก็ได้รับหนังสือนิมนต์จากพระยาสุนทรเทพกิจจารักษ์เจ้าเมืองนครพนม ในหนังสือฉบับนั้นกล่าวว่า พระสงฆ์ดำรงตำแหน่งเจ้าคณะแขวง ที่เป็นเจ้าอาวาสวัดศรีเทพประดิษฐารามได้มรณภาพลง ไม่มีผู้ใดจะทำหน้าที่ดูแลวัด และปกครองพระสงฆ์สามเณรดังนั้นจึงขอให้พระภิกษุจันทร์ เขมิโย เดินทางกลับนครพนมในขณะเดียวกัน พระยาสุนทรฯก็มีหนังสืออีกสองฉบับไปถวายท่านเจ้าคุณพระสาสนโสภณ และทูลถวายพระเจ้าวรวงศ์เธอกรมหลวงชินวรสิริวัฒน์ สมเด็จพระสังฆราชเจ้า กราบทูลถึงความเป็นมาของคณะธรรมยุตในเมืองนครพนมและขอให้ส่งตัวพระจันทร์ เขมิโย กลับไปเพื่อเป็นกำลังสำคัญในการบริหารงานของคณะสงฆ์ต่อไป เมื่อเห็นความจำเป็นจนไม่สามารถจะหลีกเลี่ยงได้พระภิกษุจันทร์ เขมิโย จึงเข้าเฝ้าสมเด็จพระสังฆราชเจ้าฯ เพื่อกราบทูลลา พระองค์ทรงมีพระเมตตาประทานโอวาทและนโยบายในการบริหารงานคณะสงฆ์ธรรมยุต พร้อมทั้งได้ประทานกับปิยภัณฑ์เป็นค่าใช้จ่ายในการเดินทางกลับจำนวน 80 บาท (ในสมัยนั้นถือว่าเป็นจำนวนมากพอควร) นอกจากนั้นสมเด็จพระสังฆราชเจ้าฯ ยังได้ประทานหนังสือเรียนทั้งนักธรรมและบาลี เป็นจำนวนมากมายบรรทุกรถลากได้ 3 คันรถ พระภิกษุจันทร์เดินทางจากกรุงเทพฯ ถึงนครราชสีมาโดยรถไฟ ต่อจากนั้นจึงจ้างเกวียนบรรทุกสิ่งของและหนังสือเดินทางผ่านจังหวัดขอนแก่น อุดรธานี หนองคาย ครั้นถึงหนองคายก็หมดระยะทางเกวียนต้องจ้างเรือกลไฟของฝรั่งเศสบรรทุกสิ่งของไปตามแม่น้ำโขง จนกระทั่งถึงนครพนมนับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา พระภิกษุจันทร์ เขมิโย ก็ทำหน้าที่บริหารงานคณะสงฆ์ อุทิศชีวิตเพื่อพิทักษ์ฟื้นฟูพระพุทธศาสนา ท่านได้ตั้งโรงเรียนสอนภาษาไทยแผนใหม่ขึ้นที่วัดศรีเทพฯ พร้อมทั้งได้เปิดสอนปริยัติธรรมทั้งแผนกนักธรรม แผนกธรรมศึกษา และแผนกบาลี พระเดชาพระคุณท่านเจ้าคุณพระเทพสิทธาจารย์ (จันทร์ เขมิโย) เป็นผู้มีปฏิปทาอันนำเลื่อมใสและควรยึดถือเป็นแบบอย่าง ท่านเป็นพระนักพัฒนาที่เอาจริงเอาจังและทำงานอย่างต่อเนื่อง จะเห็นได้จากการบูรณปฏิสังขรณ์วัดร้าง (วัดศรีขุนเมือง) ให้เจริญรุ่งเรืองมีพระอุโบสถ ศาลาบำเพ็ญกุศล เสนาสนะสงฆ์และสิ่งก่อสร้างอื่น ๆ อีกมาก นอกจากการพัฒนาทางด้านวัตถุแล้ว พระเดชพระคุณท่านเจ้าคุณฯ ยังได้พัฒนาจิตใจของประชาชนควบคู่กันไปด้วย ในวัดธรรมัสสวนะ ทั้งในและนอกพรรษา พระเดชพระคุณท่านเจ้าคุณฯ ก็จะแสดงธรรมให้พระภิกษุสามเณร และอุบาสกอุบาสิกาฟังเป็นประจำ นอกจากนั้น ท่านเจ้าคุณยังได้แนะนำฝึกอบรมพระสงฆ์สามเณร และอุบาสกอุบาสิกาได้รู้จักปฏิบัติกรรมฐานเจริญสมาธิภาวนา เพื่ออบรมจิตใจให้มีความมั่งคง ไม่หวั่นไหวไปตามโลกธรรม ในปี พ.ศ.2464 หลวงปู่พระอาจารย์เสาร์ กนฺตสีโล ผู้เคยเป็นอาจารย์ของท่านเจ้าคุณได้ออกเดินธุดงคกรรมฐาน แสวงหาวิเวกจากจังหวัดอุบลฯ มาถึงนครพนมและได้มาพำนักอยู่วัดศรีเทพประดิษฐาราม ซึ่งตอนนั้นยังเป็นป่าใหญ่เหมาะสมแก่การบำเพ็ญเพียร พระเดชพระคุณท่านเจ้าคุณฯ ได้ออกธุดงค์ติดตามพระอาจารย์เสาร์ไปด้วย โดยมุ่งข้ามไปฝั่งประเทศลาว เนื่องจากมีภูเขาสลับซับซ้อนมีถ้ำหรือเงื้อมเขามากมายควรแก่การเข้าไปพักอาศัยบำเพ็ญภาวนาเป็นอย่างยิ่ง เมื่อท่านเดินธุดงค์ผ่านไปถึงหมู่บ้านใดก็จะชี้แจงแสดงธรรมให้ชาวบ้านเข้าใจหลักพระพุทธศาสนาและให้ตั้งมั่นอยู่ในศีลห้า ต่อมา พ.ศ.2471 พระเดชพระคุณท่านเจ้าคุณฯ และลูกศิษย์ได้ออกธุดงค์ข้ามไปฝั่งประเทศลาวอีกครั้งหนึ่ง ผ่านเมืองต่าง ๆ ของลาวไปจนถึงเขตประเทศเวียตนาม เดินธุดงค์ต่อไปผ่านเมืองท่าไฮฟอง เมืองเว้ เมืองไซ่ง่อน ได้ประสบพบเห็นความทุกข์ยากลำบากของชาวเวียตนาม เพราะข้าวปลาอาหารไม่ค่อยอุดมสมบูรณ์ คุณงามความดีที่พระเดชพระคุณท่านเจ้าคุณฯ ได้ประพฤติปฏิบัติมา ด้วยความเพียรพยายามอย่างสุดความสามารถ ทำให้กิจการพระศาสนาเจริญรุ่งเรืองมาตามลำดับ สามารถปลูกศรัทธาปสาทะ ให้เกิดขึ้นในจิตใจของประชาชน จึงทำให้ทางการบ้านเมืองและคณะสงฆ์เห็นความสำคัญของท่าน จึงได้ยกย่องเทิดทูนท่านไว้ในตำแหน่งสมณศักดิ์ตามลำดับดังนี้ :- พ.ศ.2474 ได้รับพระราชทานแต่งตั้งเป็นพระครูสัญญาบัตรพัดยศที่ พระครูสารภาณพนมเขต ตำแหน่งเจ้าคณะจังหวัดนครพนม พ.ศ.2480 ได้รับพระราชทานเลื่อนสมณศักดิ์เป็นพระราชาคณะชั้นสามัญที่พระสารภาณมุนี พ.ศ.2496 ได้รับพระราชทานเลื่อนสมณศักดิ์ เป็นพระราชาคณะชั้นราชที่พระราชสารภาณมุนี พ.ศ.2502 ได้รับพระราชทานเลื่อนสมณศักดิ์ เป็นพระราชาคณะชั้นเทพที่พระเทพสิทธาจารย์ ธรรมโอวาท พระเดชพระคุณท่านเจ้าคุณพระเทพสิทธาจารย์ เป็นพระสงฆ์ที่แสดงธรรมได้จับใจไพเราะมีโวหารปฏิภาณดี ธรรมโอวาทของท่านที่พร่ำสอนพระภิกษุสามเณรและญาติโยมอยู่เสมะคือเรื่อง “การเตรียมตัวเตรียมใจ” ซึ่งมีใจความดังนี้ “เราเกิดมาในชาติหนึ่งๆ อย่าปล่อยให้ร่างกายของเราเหมือนเรือไหลล่อง ผู้เป็นเจ้าของต้องเตรียมตัวระมัดระวังหางเสือไว้ให้ดี ผู้ใดเผลอผู้ใดประมาท ผู้นั้นมอบกายของตนให้เป็นเรือไหลล่องไปตามกระแสน้ำ ผู้นั้นเรียกว่า โง่น่าเกลียดฉลาดน่าชัง เป็นยาพิษ เรือที่เรานั่งไปนั้นหากมันล่มลงในกลางน้ำ จระเข้ก็จะไล่กิน กระโดยขึ้นมาบนดิน ฝูงแตนก็ไล่ต่อย คนเราเกิดมามีกิเลส เรียกว่า กิเลสวัฏฏะ เป็นเชือกผูกมัดคอ ผู้มีกิเลสต้องทำกรรม เรียกว่ากรรมวัฏฏะ ซึ่งก็เป็นเชือกมัดคออีกเส้นหนึ่ง ผู้ที่ทำกรรมไว้ย่อมจะได้เสวยผลของการกระทำเรียกว่า วิปากวัฏฏะ เป็นเชือกเส้นที่สามมัดคอไว้ในเรือนจำ เราทุกคนต้องสร้างสมอบรมปัญญา ซึ่งสามารถทำลายเรือนจำให้แตก ผู้ใดทำลายเรือนจำไม่ได้ ผู้นั้นก็จะเกิด แก่ เจ็บ ตาย เวียนว่ายอยู่ในวัฏฏะนี้เรื่อยไป เพราะฉะนั้นเราทุกคนจะต้องเตรียมตัวเป็นนักกีฬา ต่อสู้ทำลายเรือนจำให้มันแตก อย่าให้มันขังเราไว้ต่อไป….คนเราจะไปสวรรค์ก็ได้ ไปนิพพานก็ได้ ไปสู่อบายภูมิก็ได้ เมื่อเป็นเช่นนี้ต้องดำเนินชีวิตในทางที่ดีที่งาม อยากดีต้องทำดีเป็น อยากได้ต้องทำได้เป็น อยากดีต้องละเว้นทางเสื่อมตามที่พระพุทธองค์ทรงตรัสสอนไว้ นิททาสีลี อย่าพากันนอนตื่นสาย สภาสีลี ผู้ใดอยากดี อย่าพากันพูดเล่น อนุฎฐาตา ผู้ใดอยากดี ให้พากันขยันหมั่นเพียร อลโส ผู้ใดอยากดี อย่าเป็นคนเกียจคร้าน ผู้ใดอวดเก่ง ผู้นั้นเป็นคนขี้ขลาดผู้ใดอวดฉลาดผู้นั้นเป็นคนโง่ ผู้ใดคุยโว ผู้นั้นเป็นคนไม่เอาถ่าน อยากเป็นคนดีต้องทำดีถูก เรียนหนังสือเพื่อรู้ ดูหนังสือเพื่อจำ ทำอะไรต้องหวังผลเกิดมาเป็นคนต้องมีความคิด อุบายเครื่องพ้นทุกข์ไม่ใช่อยู่ที่อื่นไกล หากแต่อยู่ที่มีสติสัมปชัญญะรอบคอบในทุกอิริยาบถ…” ปัจฉิมบท ด้วยเหตุนี้พระเดชพระคุณท่านเจ้าคุณหลวงปู่พระเทพสิทธาจารย์เป็นพระเถระผู้ใหญ่มีอายุพรรษาสูง เปี่ยมล้นด้วยประสบการณ์ ทรงไว้ซึ่งคุณธรรมมีพรหมวิหารธรรมเป็นที่ตั้งกิริยามารยาทนุ่มนวลมีวาจาไพเราะ เป็นคนอ่อนน้อมถ่อมตน ท่านจึงเป็นที่เคารพสักการบูชาของพระภิกษุสามเณรและคฤหัสถ์ทั่วไป ผู้ที่เคารพนับถือท่านเจ้าคุณหลวงปู่มากก็มี สมเด็จพระสังฆราชฯ(จวน อุฏฺฐายี) วัดมกุฏกษัตริยาราม ซึ่งมักไปมาหาสู่ท่านอยู่เสมด อีกรูปหนึ่งที่เคารพรักหลวงปู่มากถึงกับฝากตัวเป็นลูก คือสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราชสกลมหาสัฆปรินายก วัดบวรนิเวศวิหารองค์ปัจจุบันสมเด็จพระสังฆราชฯ วัดบวรฯ มักจะเรียกหลวงปู่เจ้าคุณว่า “หลวงพ่อ” และหลวงปู่เจ้าคุณก็เรียกสมเด็จพระสังฆราชสมัยเป็นเจ้าคุณว่า “เจ้าคุณลูก” หลวงปู่เจ้าคุณพระเทพสิทธาจารย์ นับว่าเป็นพระสุปฏิปันโน ชั้นเยี่ยมองค์หนึ่ง ท่านได้ประพฤติดีปฏิบัติชอบเรื่อยมาเป็นผู้สมบูรณ์ด้วยปริยัติและปฏิบัติ กาลเวลาผ่านไป วัยสังขารและรูปกายของหลวงปู่ก็เป็นไปตามกฏแห่งไตรลักษณ์ย่อมแตกดับสลายไปในที่สุด ดุจผลไม้สุกงอมเต็มที่ย่อมร่วงหล่นหลุดจากขั้วฉะนั้นวุดวิสัยที่แพทย์จะช่วยไว้ได้ท่านถึงแก่มรณภาพด้วยโรคชรา ในวันศุกร์ที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2516 สิริรวมอายุได้ 92 ปี พรรษา 72 ศพของหลวงปู่เจ้าคุณได้เก็บรักษาไว้ให้ประชาชนได้กราบไหว้บูชาและบำเพ็ญกุศลอุทิศถวายเรื่อยมา จนถึงวันเสาร์ที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2522 จึงได้มีพิธีพระราชทานเพลิงศพของท่าน โดยได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ ได้เสด็จพระราชดำเนินไปพระราชทานเพลิงศพ ทางฝ่ายคณะคณะสงฆ์ก็มีสมเด็จพระสังฆราชพร้อมด้วยพระเถรานุเถระและคณาจารย์ทั่วประเทศได้ไปร่วมพิธีพระราชทานเพลิงศพหลวงปู่เหลือคณานับ


Ǵ: ѵ ٺҨ
»หลวงพ่อบูญเพ็ง ขันติโก
12-12-2011
»พระธาตพนม
14-10-2011
»หลวงปู่ฝั้น อาจาโร
14-10-2011
»พระเดชพระคุณพระสุนทรธรรมากร (หลวงปู่คำพันธ์ โฆสปัญโญ)
30-09-2011
»หลวงปู่จันทร์ เขมิโย วัดศรีเทพประดิษฐาราม นครพนม
30-09-2011
»ประวัติหลวงปู่ตื้อ อจลธมฺโม
30-09-2011
»หลวงปู่คำพันธ์ จันทูปโม พระกัมมัฏฐานศิษย์หลวงปู่ตื้อ
05-10-2011
 
˹á  Դ  觫ЪԹ  й
Copyright©2026 พระดี.com
Powered by SMEweb